https://timeline.line.me/post/_dYhR4nIO24G42UiJck2s09hm5AbRPa3JXJkpvIc/1151982622507076887
❁
พุทธมามกะ
ถาม : หลวงพ่อคะ เวลาสวดบูชาพระรัตนตรัย และกล่าวย้ำตอนท้ายว่า พุทโธ เม นาโถ, ธัมโม เม นาโถ, สังโฆ เม นาโถ ไม่ถือว่าเป็นการกล่าวว่าเราขอเป็นพุทธมามกะหรือคะ และที่สวดว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ , ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิ อันนี้จะถือว่าได้แสดงตนเป็นพุทธมามกะหรือเปล่า พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะที่ถูกต้องเป็นอย่างไรคะ ?
หลวงพ่อตอบ : คำกล่าวทั้ง ๒ อย่างที่คุณโยมว่าก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่ยังไม่เป็นพิธีการ อุปมาเหมือนอย่างนี้
ในการประชุมรัฐสภาสมมุติว่าเรามีส.ส. ครบตามจำนวน พอถึงเวลาก็ชวนกันว่าวันนี้ไปประชุมกันที่สนามหลวงก็แล้วกัน ไม่ต้องไปที่รัฐสภาหรอก มีอะไรก็ค่อยๆ ว่ากันไป การประชุมลักษณะนี้เรียกว่าเป็นการประชุมรัฐสภาไหม ไม่เป็นนะ
หรือการบวชพระภิกษุ มีความจำเป็นต้องบวชกันในโบสถ์ ซึ่งผูกพัทธสีมาแล้ว ถ้าโบสถ์นั้นยังไม่ได้ฝังลูกนิมิตยังไม่ได้ผูกพัทธสีมา การบวชนั้นก็ไม่ชื่อว่าเป็นการบวชพระเพราะไม่ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ
เพราะฉะนั้นพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ เมื่อกล่าวว่าเป็นพิธีในการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ก็จะต้องมีระเบียบพิธี ด้วย คือ
๑. การมอบตัว ผู้ประสงค์จะประกอบพิธี ต้องไปมอบตัวกับพระอาจารย์ที่ตนนับถือและมุ่งหมายให้เป็นประธานสงฆ์ในพิธีด้วย
ถ้าเป็นเด็กต้องมีผู้ปกครองนำไป ถ้าไปกันเป็นพิธีหมู่ เช่น นักเรียน ก็ให้ครูใหญ่ หรือผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้นำไป หรือนำแต่เพียงบัญชีรายชื่อของนักเรียนที่จะเข้าพิธีไปก็พอ ไม่ต้องนำนักเรียนทั้งหมดไปก็ได้ คือเอาเฉพาะนักเรียนตัวแทนจำนวนหนึ่ง
การมอบตัวควรมีดอกไม้ธูปเทียนใส่พานไปถวายพระอาจารย์ตามธรรมเนียมโบราณด้วย เมื่อไปถึงให้ปฏิบัติ ดังนี้
๑.๑ เข้าไปหาพระอาจารย์ทำความเคารพ พร้อมๆกับผู้นำ
๑.๒ แจ้งความประสงค์ให้พระอาจารย์ทราบ เมื่อพระอาจารย์ทราบแล้วจึงมอบตัว
๑.๓ การมอบตัว ให้ผู้แสดงตนเป็นพุทธมามกะ ถือพานดอกไม้ธูปเทียนที่เตรียมไปนั้น ไหว้พระอาจารย์โดยคุกเข่ากราบลงกับพื้น กะว่าเข่าของตนห่างจากพระอาจารย์ศอกเศษ แล้วยกพานนั้นโน้มตัวประเคน
เมื่อพระอาจารย์รับพานแล้ว ขยับกายถอยหลังทั้งๆ ที่อยู่ในท่าคุกเข่านั้น ห่างออกมาเล็กน้อย ประนมมือก้มลงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ตรงหน้าพระอาจารย์ ๓ ครั้ง
ถ้าเป็นตัวแทนมอบตัวแทนหมู่คณะ ให้ผู้แทนปฏิบัติเช่นเดียวกัน พร้อมกับถวายบัญชีรายชื่อผู้ที่ขอแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
๑.๔ กราบแล้วนั่งท่าพับเพียบลงตรงนั้น เพื่อฟังข้อแนะนำและการนัดหมายจากพระอาจารย์ให้เป็นที่เข้าใจเรียบร้อย
๑.๕ เมื่อตกลงกำหนดการกันเรียบร้อย ก็ขอเผดียงสงฆ์ คือขอประชุมสงฆ์หรือบอกนิมนต์สงฆ์อื่นต่อพระอาจารย์ตามจำนวนที่ต้องการซึ่งต้องไม่น้อยกว่า ๓ รูป รวมเป็น ๔ ทั้งพระอาจารย์ด้วย
เมื่อเสร็จธุระนี้แล้ว ให้กราบลาพระอาจารย์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ อีก ๓ ครั้งนี่แค่ขั้นมอบตัวนะ ยังต้องมีเรื่องอื่นๆ ต้องทำอีกคือ
๒. การจัดสถานที่ เมื่อมอบตัวเสร็จแล้ว การเตรียมการก่อนถึงวันประกอบพิธีก็แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายสงฆ์กับฝ่ายผู้แสดงตนเป็นพุทธมามกะ
สำหรับฝ่ายสงฆ์ พระอาจารย์ผู้เป็นประธานสงฆ์ผู้รับมอบตัวต้องเตรียมบริเวณพิธีภายในวัดไว้ให้พร้อมก่อนกำหนด พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะนี้ จัดในวัดเป็นเหมาะที่สุด ถ้าจัดในอุโบสถได้ยิ่งดี เพราะเป็นสถานที่สำคัญอันเป็นหลักของวัด
แต่ถ้าในอุโบสถไม่สะดวกด้วยประการใดๆ ควรจัดในวิหาร หรือศาลาการเปรียญ หรือหอประชุมแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้
ในสถานที่นั้นควรมีโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป ซึ่งถือเป็นพระประธานในพิธี บริเวณพิธีควรจัดให้สะอาดเรียบร้อยและจัดให้เด่น ด้านข้างซ้ายของโต๊ะหมู่บูชา หรือตรงหน้าพระพุทธรูปประธานให้ตั้งหรือปูอาสนะสงฆ์ หันหน้าออกตามพระพุทธรูปประธาน นี้เป็นเรื่องของสงฆ์นะ
ฝ่ายผู้แสดงตนเป็นพุทธมามกะ ในสมัยโบราณฝ่ายผู้แสดงตน จะนุ่งขาวห่มขาว และมีผ้าสไบเฉียงห่มทับอีกผืนหนึ่ง
ถ้าเป็นนักเรียนหรือข้าราชการก็แต่งเครื่องแบบของตนให้เรียบร้อยทุกประการ เว้นแต่รองเท้า ต้องถอดในเวลาทำพิธี
อีกประการหนึ่งต้องเตรียมเครื่องสักการะเฉพาะตนสำหรับถวายพระอาจารย์ในพิธีด้วย คือมีดอกไม้ธูปเทียนสำหรับบูชาพระรัตนตรัยในพิธี นอกนั้นจะมีเครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์ในพิธีด้วยก็ได้
๓. พิธีการ เมื่อเตรียมการพร้อมทุกอย่างแล้ว พอถึงวันประกอบพิธีพึงปฏิบัติดังนี้
๓.๑ ให้ผู้แสดงตนเป็นพุทธมามกะนุ่งขาวห่มขาวหรือแต่งเครื่องแบบของตนให้เรียบร้อย ไปถึงบริเวณพิธีก่อนกำหนด นั่งรอที่บริเวณพิธีตามที่จัดให้
๓.๒ ถึงเวลากำหนดให้พระอาจารย์และพระสงฆ์เข้าสู่บริเวณพิธี กราบพระพุทธรูปประธานแล้วนั่งประจำอาสนะ
๓.๓ ให้ผู้แสดงตนเข้าไปคุกเข่าหน้าโต๊ะหมู่บูชาจุดธูปเทียนและวางดอกไม้บูชา น้อมใจระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย แล้วเปล่งวาจาว่า
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง ปูเชมิ ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธเจ้าด้วยเครื่องสักการะนี้ (กราบ )
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง ปูเชมิ ข้าพเจ้าขอบูชาพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้ (กราบ)
อิมินา สักกาเรนะสังฆัง ปูเชมิ ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการนี้ (กราบ)
ถ้าเป็นการแสดงตนหมู่ให้หัวหน้าเข้าไปจุดธูปเทียนบูชาคนเดียว นอกนั้นวางธูปเทียนดอกไม้ในที่ๆ จัดไว้ แล้วนั่งคุกเข่าประนมมือ หัวหน้านำกล่าวคำบูชา ให้ว่าตามพร้อมๆ กัน การกราบต้องก้มลงกราบให้ถึงพื้นด้วยเบญจางคประดิษฐ์ทุกครั้ง
๓.๔ เข้าสู่ที่ประชุมสงฆ์ตรงหน้าพระอาจารย์ถวายพานเครื่องสักการะแด่พระอาจารย์ แล้วกราบพระสงฆ์ตรงหน้าพระอาจารย์นั้นด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง
๓.๕ กราบเสร็จแล้วคุกเข่าประนมมือ กล่าวปฏิญาณตนให้ฉะฉาน ต่อหน้าคณะสงฆ์ทั้งภาษาบาลี และคำแปลเป็นตอนๆ ไปจนจบคำกล่าว ก็ไล่เรื่อยกันไป ตั้งแต่ตั้งนะโม ๓ จบ จนกระทั่งกล่าวคำปฏิญาณ ซึ่งท่านกำหนดเป็นแบบเฉพาะไว้ว่า
เอสาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ,
ธัมมัญจะ สังฆัญจะ, พุทธมามโกติ มัง สังโฆ ธาเรตุ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญข้าพเจ้าขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้ปรินิพพานนานแล้ว ทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ เป็นสรณะที่ระลึกนับถือขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าว่าเป็นพุทธมามกะ ผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตน คือผู้นับถือพระพุทธเจ้า
(ถ้าเป็นผู้หญิงคนเดียวก็เปลี่ยน พุทธมามโกติ เป็น พุทธมามกาติ ถ้าปฏิญาณพร้อมกันหลายคน ชายเปลี่ยน เอสาหัง เป็น เอเต มะยัง หญิงเป็น เอตา มะยัง และเปลี่ยน คัจฉามิ เป็น คัจฉามะ)
จากนั้นก็ฟังพระอาจารย์ให้โอวาท จบแล้วก็รับคำว่าสาธุ แล้วกล่าวคำอาราธนาศีล ๕ รับศีล ๕ จบแล้วกราบ ถ้ามีเครื่องไทยธรรมก็ถวายท่านเสียตอนนั้น เมื่อพระสงฆ์สวดอนุโมทนาเรารับพรแล้ว ก็เป็นอันเสร็จพิธี
เพราะฉะนั้น ที่ถามรายละเอียดมาคงเข้าใจนะ
พิธีกรรมนั้น แม้จะไม่ใช่สาระสำคัญที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการเหนี่ยวนำใจคนหมู่มาก ทำให้เกิดการรวมคนได้
ทำให้ระลึกความสำคัญของเรื่องที่เราต้องการระลึกได้ง่ายขึ้น เป็นการแสดงออกที่เด่นชัดของความเป็นชุมชน เป็นประเทศชาติเป็นชาวพุทธ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น